การตรวจชีพจร (ตรวจชีพจร รักษาโรคได้อย่างไร)

ความยากของการรักษาแผนจีนอยู่ที่การแยกแยะสาเหตุต่างๆของอาการเจ็บป่วยที่มีอยู่หลายสาเหตุให้แยกจากกันให้ได้ ถ้าแยกแยะได้ ก็จะสามารถรักษาได้ถูกต้อง หากแยกแยะผิดไปได้สาเหตุที่ไม่ตรงกับอาการที่เป็น การรักษาจะไม่ถูกต้อง แพทย์จีนจะใช้การดูลิ้นและการแมะเป็นหลัก (นอกเหนือไปจากการตรวจร่างกายทั่วๆไป) เพื่อพินิจพิเคราะห์ว่า ร่างกายมีสภาพเป็นหยินหรือหยาง มีความแกร่งหรือพร่องอย่างไร มีสาเหตุจากภายนอกหรือภายในร่างกาย มีสภาพร้อนหรือเย็นหรือชื้นเพียงใด (เรียกการวิเคราะห์แยกแยะอาการป่วยแบบนี้ว่า Ba Gan Bian Zeng/ปากังเปี้ยนเจิ้ง หรือการแยกแยะแปดประเภท เป็น differential diagnosis แบบหนึ่ง)

ขอยกตัวอย่าง ในกรณีของอาการเสียงดังในหูส่วนใหญ่จะมีสาเหตุเป็นได้ทั้งหยินหรือหยางพร่องมีทั้งที่เป็นแบบแกร่งและพร่อง มักจะมีสาเหตุจากภายในเป็นส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากทั้งที่เป็นแบบร้อนแบบเย็นและแบบชื้น และต้นตอของอวัยวะที่ทำให้เกิดสาเหตุทั้งแปดดังกล่าวนี้ มักจะมาจากตับและไต (มีบ้างไม่มากนักที่อาจมีสาเหตุมาจากม้ามและหัวใจได้)

ดังนั้นเมื่อตรวจดูลิ้นก็จะทราบข้อมูลเบื้องต้น ขั้นต่อไปจึงแมะหรือจับชีพจรดู เพื่อเจาะลงลึกต่อไป การแมะใช้วิธีสัมผัสที่บริเวณข้อมือทั้งสองข้างบริเวณก่อนถึงข้อมือด้านนิ้วโป้ง ใช้ 3 นิ้ว (นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง) แตะสัมผัสบริเวณนั้น ให้นิ้วชี้อยู่ใกล้ไปทางนิ้วโป้ง ให้นิ้วนางอยู่ใกล้ไปทางข้อศอก แต่ละนิ้วจะรับรู้ถึงความแรงของชีพจรที่ตำแหน่งทั้งสามได้ แตกต่างกันไป และแต่ละนิ้วจะมีความหมายรับรู้ถึงอวัยวะต่างกันไป ได้แก่ สำหรับมือซ้ายนิ้วชี้จะรับรู้ถึงตับ นิ้วกลางถึงหัวใจ นิ้วนางถึงไต สำหรับมือขวา นิ้วชี้จะรับรู้ถึงปอด นิ้วกลางถึงกระเพาะอาหาร นิ้วนางถึงไต

การแมะหรือการตรวจจับชีพจร หรือที่เรียกว่า pulse diagnosis นั้น เป็นการตรวจขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดที่คลาสสิกมากในการแพทย์จีน ภาพหมอจีนอาวุโสไว้หนวดเคราสีขาว ที่นั่งแมะผู้ป่วยด้วยท่านั่งและอากับกริยาที่สงบเป็นภาพที่เราได้เห็นกันคุ้นตาทั้งในภาพถ่ายและในภาพยนตร์จีนมากมายทุกครั้งที่นึกถึงอากับกริยาท่าทาง ชวนให้คิดถึงสมาธิและพลังที่แพทย์จีนกำลังเพ่งไปยังผู้ป่วยการแมะเป็นเทคนิคที่ต้องฝึกฝนกันมาอย่างยาวนาน ฝึกกันตั้งแต่เด็กฝึกการนั่งสมาธิจนประสาทปลายนิ้วสัมผัส สามารถแยกแยะถึงความแตกต่างของชีพจรที่มาสัมผัสที่ปลายนิ้วมือทั้งสามได้ว่ามีความแตกต่างในแต่ละนิ้วมืออย่างไร และสามารถบอกแยกแยะถึงลักษณะของชีพจรที่สัมผัสได้ว่ามีลักษณะอย่างไร อย่างน้อยต้องสามารถแยกแยะลักษณะของชีพจรได้ไม่น้อยกว่า  26 ชนิด เช่น

  • ชีพจรลื่น (hua mai)
  • ชีพจรกลวง (kou mai)
  • ชีพจรยาว (chang mai)
  • ชีพจรสั้น (duan mai)
  • ชีพจรเล็ก (xi mai)
  • ชีพจรใหญ่ (hong mai)
  • ชีพจรตึง (xian mai)
  • ชีพจรแน่น (jin mai)
  • ชีพจรแรง (shi mai)
  • ชีพจรอ่อน (rou mai)
  • ชีพจรจม (chen mai)
  • ชีพจรลอย (fu mai)
  • ชีพจรฝืด (se mai)
    เป็นต้น

การให้ความสำคัญกับการจับและแยกแยะชีพจรออกเป็นชนิดต่างๆ จนสามารถนำไปสู่การรักษาได้อย่างเป็นระบบ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของการแพทย์แผนจีนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก แตกต่างกับการแพทย์แผนปัจจุบันซึ่งไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการจับชีพจรในลักษณะเช่นนี้เลยในปัจจุบันแพทย์แผนปัจจุบันก็แทบจะไม่ได้จับชีพจรผู้ป่วยอีกแล้วการบันทึกความดันโลหิตและชีพจรทำโดยพยาบาลหน้าห้อง ตรวจทำผ่านเครื่องตรวจอิเล็กโตรนิค จึงไม่จำเป็นต้องจับชีพจรผู้ป่วยเหมือนอย่างในอดีตอีกต่อไป

เพื่อให้เห็นภาพว่าการแมะมีลักษณะอย่างไร

Granted, all of those variables qualities may figure into write essay the availability and presence of fathers

Comments

comments