การแพทย์แผนจีนกับการแพทย์แผนปัจจุบัน

ทำไมการรักษาในแนวแพทย์ทางเลือกโดยเฉพาะแผนจีนจึงได้รับความสนใจจากผู้มารับบริการกันมากขึ้น ทั้งการรักษาฝังเข็มและการใช้ยาสมุนไพร

ปัจจุบันในประเทศไทยมีโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั้งในระดับจังหวัดและอำเภอเปิดให้บริการแพทย์ฝังเข็มในรูปแบบคลินิกผู้ป่วยนอก (OPD) อยู่ประมาณ 200-300 แห่ง แพทย์ฝังเข็มเกือบทั้งหมดเป็นแพทย์ที่สำเร็จการอบรมวิชาฝังเข็มที่กระทรวงสาธารณสุขจัดอบรมร่วมกับรพ.หัวเฉียวและมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ ในขณะนี้มีแพทย์ผู้จบการอบรมแล้วทั้งสิ้น ประมาณ 700 คน ในจำนวนนี้มีประมาณครึ่งหนึ่งซึ่งยังคงประกอบวิชาชีพทางด้านนี้กระจายกันอยู่ทั่วประเทศ

การรักษาโรคแผนปัจจุบัน
การวินิจฉัยโรคของแพทย์แผนปัจจุบันจะให้ความสำคัญกับอวัยวะและระบบการทำงานที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับอาการหลักที่ผู้ป่วยมาหาแพทย์ ในขณะที่แพทย์แผนจีนจะไม่ได้มองไปที่ระบบการทำงานของอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งเป็นพิเศษ แต่จะวินิจฉัยไปทั้งร่างกายโดยมองถึงความสมดุลของร่างกายในภาพรวมว่า มีส่วนไหนในร่างกายที่ความสมดุลน้อยลงไป และมีส่วนไหนในร่างกายที่มากเกินไป ภาพที่จะเห็นได้ก่อนในองค์รวมของร่างกายคืออาการป่วยที่มีลักษณะไปในแนวทางใดทางหนึ่ง ในแนวหยิน (Yin) หรือ หยาง (Yang)

หลักการและแนวคิดของทฤษฏีแพทย์แผนจีน (TCM, Traditional Chinese Medicine) เป็นความเข้าใจและหลักการที่มีพื้นฐานและมุมมองมาจากความสมดุลของธรรมชาติ เช่นมีร้อน/มีเย็น มีขาว/มีดำ มีบน/มีล่าง มีสว่าง/มีมืด มีชาย/มีหญิงมีกลางวัน/มีกลางคืน เป็นต้น กล่าวเป็นคำรวมๆถึงสภาพสมดุลของธรรมชาตินี้ว่าเป็นสภาพหยิน/หยาง (Yin/Yang) ภายในหยินเองก็มีหยางอยู่ และภายในหยางเองก็มีหยินอยู่ เช่น ในตอนเช้าๆจะมีสภาพเป็นหยาง เพราะเริ่มสว่างความสว่างเป็นหยางที่มีหยินอยู่น้อย และความมืดมีสภาพเป็นหยิน สภาพหยางจะถึงจุดสูงสุดตอนเที่ยงตรงที่พระอาทิตย์อยู่ตรงกลางโดยสภาพหยินจะมีค่าต่ำสุด หลังจากนั้นสภาพหยางจะเริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆจนถึงเวลาเย็นพระอาทิตย์ตกในขณะที่สภาพหยินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และสภาพหยินจะมากขึ้นเรื่อยๆถึงจุดหยินสูงสุดตอนเที่ยงคืน ซึ่งตอนนี้สภาพหยางจะมีค่าต่ำสุด

โรคในกลุ่มหยิน
อาการป่วยจะแสดงในลักษณะ มีอาการหนาว เย็นตามแขนขา กลัวหนาว ไม่มีแรงไม่อยากพูด ซึม ถ่ายเหลว เป็นต้น

โรคในกลุ่มหยาง
อาการป่วยจะแสดงในลักษณะ มีอาการร้อน กลัวร้อน เหงื่อออกมาก ตื่นเต้นกระสับกระส่าย ท้องผูก เป็นต้น

หลังจากนั้นถึงจะมาพิจารณาว่าส่วนไหนในร่างกายที่มีมากเกินไป หรือขาดไปคืออะไรบ้าง โดยพิจารณาในองค์ประกอบของ ชี่ [Qi] เลือด [Blood] สารจำเป็น [Essence] และอวัยวะทั้ง12 [Zhangfu]

ยกตัวอย่าง เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการมีเสียงดังในหู เวียนศรีษะ คลื่นไส้แพทย์ตรวจร่างกาย แล้ววินิจฉัยว่าผู้ป่วยคนนี้เป็นโรคทางด้านหูคอจมูก จึงส่งต่อไปพบหมอ หูคอจมูก เพื่อตรวจละเอียด ซึ่งก็ได้คำแนะนำจากแพทย์ว่า ผู้ป่วยมีความผิดปกติในช่องหูภายใน ให้ยามากินรักษาอยู่นานหลายเดือน อาการก็ไม่ดีขึ้น ผู้ป่วยลองเปลี่ยนวิธีรักษาใหม่เป็นแผนจีน ก็ได้รับการวินิจฉัยไปอีกแบบหนึ่งว่า อาการที่เป็นมีสาเหตุมาจากปัญหาที่ไตและตับ โดยหูที่ดังและการเวียนศีรษะมีสาเหตุจากการมีความร้อนเกิดขึ้นจากสภาพหยินของไตพร่องลง จึงทำให้น้ำจากไตไม่สามารถไปหล่อเลี้ยงตับ จึงทำให้ตับขาดการบำรุงจากไต จึงทำให้สภาพหยางของตับเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดความร้อนลอยขึ้นไป มีผลทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ เกิดเสียงดังในหู เกิดความร้อนในคอ รู้สึกกระหายน้ำตลอดเวลา

[ในมุมมองของทฤษฎีแพทย์แผนจีนความหมายของอวัยวะต่างๆในร่างกาย มนุษย์จะแตกต่างไปจากความหมายของแพทย์แผนปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง อย่าลืมว่าแนวคิดของทฤษฎีแพทย์แผนจีนมีมานานมาก ตั้งแต่ในยุคก่อนปีค.ศ.ราว 200-22 ปีก่อนค.ศ.ซึ่งในยุคนั้นยังไม่มีความเข้าใจในกลไกการทำงานของอวัยวะต่างๆในร่างกายเหมือนอย่างความเข้าใจของทฤษฏีของแพทย์แผนตะวันตก]

[การที่กล่าวถึงไตกับตับก็เพราะว่าอวัยวะทั้งสองมีความสัมพันธ์ในเชิงแม่ลูกตามหลักของปัญจธาตุที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ของธาตุทั้ง 5 โดยมีไตเป็นแม่และตับเป็นลูก เมื่อแม่เกิดพร่องขึ้นก็จะส่งผลทำให้อวัยวะลูกพร่องตามไปด้วย การรักษาจึงต้องมองไปที่ทั้งแม่และลูกจะรักษาเฉพาะแม่หรือลูกอย่างเดียวไม่ได้ รายละเอียดของทฤษฏีปัญจธาตุ [5 Elements] จะได้กล่าวถึงเฉพาะ 

But where fathers are present, available, i have no idea what to write for my college essay and devoted, these otherwise seemingly overwhelming variables can be mitigated

Comments

comments