หมดประจำเดือน (Menopause)

ในมุมมองของแพทย์จีนแล้ว สตรีที่หมดประจำเดือนมีความหมายถึง การได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งเปรียบเสมือนเป็นฤดูใบไม้ผลิครั้งที่สอง (second spring) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สตรีได้เข้าสู่ช่วงเวลาที่เธอจะมีพลังอำนาจมากขึ้น ความคิดดังกล่าวนี้อาจเป็นเรื่องแปลกสำหรับผู้คนหรือสตรีในวัฒนธรรมอื่น เพราะจะมีใครบ้างที่ยอมรับสภาพ เปรียบความชราเป็นฤดูใบไม้ผลิ

ในอดีตของจีนครั้งโบราณ คุณค่าของสตรีรวมถึงอำนาจบารมีอิทธิพลต่างๆสะสมมากขึ้น เมื่อสตรีย่างเข้าวัยที่อาวุโสมากขึ้นตามสติปัญญาและประสบการณ์ การหมดประจำเดือนเป็นการบอกถึงการยุติของการมีรอบเดือน แต่ไม่ได้เป็นการยุติของคุณค่าและความสวยงามใดๆของเธอ ส่วนใหญ่ของสตรีที่หมดประจำเดือนอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 48-52 ปี แต่อาการต่างๆของอาการวัยทองมักจะเริ่มแสดงให้เห็นตั้งแต่ในช่วง 40 ต้นๆจนถึง 55 ปี สตรีที่ผ่าตัดมดลูกหรือรังไข่ออกมักจะรู้สึกถึงอาการวัยทองดังกล่าวได้ก่อน

โดยทั่วไปอาการที่แสดงออกจะมีลักษณะประจำเดือนมีรอบที่เปลี่ยนแปลงไป เริ่มมาไม่ตรงเวลา ไม่สม่ำเสมอ มีอาการคัดหน้าอก แน่นท้อง อารมณ์แปรปรวนชอบทานของหวาน เหนื่อยง่าย และ ยิ่งเมื่อเข้าใกล้ระยะประจำเดือนหมดอาการดังกล่าวจะเห็นได้ชัดขึ้น มีอาการมากขึ้น เช่น มีอาการร้อนหน้าที่เรียกว่า Hot flushes หรือ Hot flashes เหงื่อออกกลางคืน ช่องคลอดแห้ง ไม่สนใจเรื่องเพศ ปวดหัวนอนไม่หลับ อารมณ์ฉุนเฉียว

การรักษาโดยใช้ฮอร์โมน

(Hormone replacement therapy/HRT)

การรักษาโดยใช้ฮอร์โมน มักไม่เป็นที่ยอมรับของสตรีที่ไม่อยากเสี่ยงต่อผลข้างเคียงของการรักษาวิธีนั้น จึงมักแสวงหาวิธีอื่นๆเป็นทางเลือก เช่นการเลือกหาสารที่มาจากธรรมชาติที่มีคุณสมบัติเหมือนฮอร์โมนเพศ เช่น natural estriol หรือสารไพโตเอสโตรเจน (phyto estrogens) ซึ่งเป็นสารที่พบในพืชหลายชนิด มักพบในถั่วเหลือง สารนี้ไม่ใช่สารเอสโตรเจนจากมนุษย์และไม่เหมือนกับที่มาจากมนุษย์แต่กลับพบว่าสารเหล่านั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพของสตรีและมีผลต่อระดับฮอร์โมนของร่างกายเชื่อว่าการรับประทานอาหารหรือสมุนไพรที่มีสารดังกล่าวสามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีความปลอดภัยจากการรักษาและช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมได้

สภาวะการหมดประจำเดือนในทางกาพแพทย์จีนแล้วเป็นสภาพ ธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงตามอายุขัย ที่แหล่งสะสมของสารจำเป็นในไตร่อยหรอลง จึงเป็นผลให้ประจำเดือนที่ค่อยๆหมดลงเป็นกลไกของร่างกายที่ตอบสนองต่อสิ่งนี้ สภาวะการใกล้หมดประจำเดือนก่อนจะหมดประจำเดือนมักจะมีระยะเวลาประมาณ 1-5 ปี

สภาวะประจำเดือนหมดคือช่วงเวลาที่รังไข่หยุดผลิตไข่เป็นช่วงเวลาที่มีการสร้างฮอร์โมน FSH และ LH เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นกลไกที่ร่างกาย (hypothalamus) ตอบสนองต่อการที่รังไข่สร้าง estrogen ลดน้อยลงนั่นเอง จึงเป็นสาเหตุให้เกิดอาการ วูบร้อนที่ใบหน้า เหงื่อออกกลางคืน ใจสั่น  ในช่วงก่อนใกล้หมดประจำเดือน (perimenopause) ที่ระดับ ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน (estrogen, progesterone) ประจำเดือนจะแปรปรวนมากความจำไม่ดี นอนไม่หลับ วูปร้อนที่หน้า เหงื่อออกกลางคืน อารมณ์แปรปรวน  ใจสั่นช่องคลอดแห้ง ผิวแห้ง ปวดหลัง ปวดหัว หรืออาจจะมีประจำเดือนออกมาก

 

ฮอร์โมนเอสโตเจน (estrogen) และโปรเจสเตอโรน (progesterone) เป็นสเตอรอยฮอร์โมน (steroid hormone) ทั้งคู่ถูกสร้างมาจากรังไข่ในสตรีและส่วนน้อยสร้างจากต่อมหมวกไตและเซลต่อมไขมัน เมื่อหมดประจำเดือน รังไข่ลดการสร้างฮอร์โมนลงก็จะถึงคราวที่ต่อมหมวกไตและเซลต่อมไขมันจะมารับหน้าที่แทนขบวนการสร้างสเตอรอยฮอร์โมน (steroid hormone) เริ่มมาจากการเปลี่ยนไขมันคลอเรสโตรอล (cholesterol) ไปเป็นโปรเจสเตอโรนและจากโปรเจสเตอโรนจึงจะถูกเปลี่ยนไปเป็นฮอร์โมนตัวอื่นๆ เช่น corticosteroids, adrenal steroids, testosterone รวมถึง ฮอร์โมนเอสโตเจนอีก 3 ชนิดคือ estrone, estriol, และ estradiol

ในสตรีที่หมดประจำเดือนมักจะได้รับยาฮอร์โมน estradiol ชนิดสังเคราะห์จากแพทย์ (ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สามารถไปกระตุ้นก้อนเนื้องอกบางชนิดจึงต้องระวังไม่จ่ายยาตัวนี้ให้กับผู้ป่วยที่มีเนื้องอกประเภทนี้) เช่น ยา premarin เป็นยาฮอร์โมน estrogen สังเคราะห์ที่ผลิตจากปัสสาวะของม้าตัวเมีย ให้ผลข้างเคียงหลายอย่าง ยา provera เป็นยาฮอร์โมน progesterone สังเคราะห์มักจะใช้คู่กับ premarin เพื่อช่วยลดโอกาสการเกิดมะเร็งของมดลูก premarin ไปทำให้เยื่อบุมดลูกหนาขึ้น ส่วน provera ไปทำให้เยื่อบุหลุดออกช่วยทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ

ถึงแม้จะพบผลข้างเคียงของการเกิดมะเร็งเต้านมจากการใช้ยาฮอร์โมนสังเคราะห์แต่ก็ยังมีการใช้ยากลุ่มนี้กันอยู่มาก ทั้งๆที่พบว่าโอกาสการเกิดมะเร็งเต้านมในผู้ที่ทานยาฮอร์โมนสังเคราะห์ได้สูงกว่าผู้ไม่ทานยาฮอร์โมนสังเคราะห์ถึง 40% แพทย์ยังนิยมแนะนำให้ผู้ป่วยใช้ยาฮอร์โมนสังเคราะห์ไปชั่วชีวิตโดยให้เหตุผลว่าฮอร์โมนจะไปช่วยป้องกันไม่ให้กระดูกผุช่วยป้องกันหัวใจไม่ให้ล้มเหลว แพทย์บางคนสั่งยาในแบบครีมและแบบติดผิวหนังซึ่งจะออกฤทธิ์ไม่รุนแรงและมีผลข้างเคียงไม่มาก แต่อย่างไรก็ตามทางเลือกสำหรับผู้ที่หมดประจำเดือน ยาที่ใช้ควรเป็นยาฮอร์โมนที่มาจากธรรมชาติซึ่งจะมีความปลอดภัยมากกว่า

 

ฮอร์โมนจากธรรมชาติ

ฮอร์โมนจากธรรมชาติมาจากหลายแหล่งด้วยกันแต่มักจะไม่ถูกกล่าวถึงถึงแม้ผลจากการศึกษาจะระบุว่ามีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพทั้งนี้ก็เพราะว่าสารจากธรรมชาติเหล่านี้ไม่สามารถจดสิทธิบัตรได้จึงไม่ดึงดูดความสนใจจากบริษัทผลิตยาต่างๆแพทย์เองก็รู้จักเฉพาะยาที่บริษัทยาผลิตสังเคราะห์มาขายเท่านั้นการวิจัยทางด้านผลิตยา ก็ไม่ได้วิจัยไปในเชิงการสร้างสุขภาพว่าทำอย่างไรให้มีสุขภาพดี แต่จะวิจัยไปในเชิงเฉพาะด้านโรคของผู้ป่วยถึงความต้องการของผู้ป่วยว่ามีความต้องการใช้ยาอะไร

อาหารเป็นปัจจัยที่สำคัญมากสำหรับผู้ที่มีอาการหมดประจำเดือนมีอาหารพืชผักมากมาย ที่มีส่วนประกอบของสารเคมีที่เป็นต้นกำเนิดของฮอร์โมน ซึ่งเมื่อทานเข้าไปแล้ว จะไปช่วยสร้างความสมดุลของร่างกาย ลดความเสียหายของร่างกายจากฮอร์โมนที่ผลิตออกมาให้น้อยลงได้ การหลีกเลี่ยงไม่สูบบุหรี่ ไม่ควรลดน้ำหนักจนผอม (เพราะไขมันและกล้ามเนื้อมีส่วนในการสร้างฮอร์โมนเพศ ในระยะหมดประจำเดือนได้

ในกรณuนี้ คนอ้วนจะได้เปรียบกว่านักกรีฑา หรือนางแบบที่มีรูปร่างผอมบาง) ลดการดื่มเครื่องดื่มมึนเมา ลดกาแฟ ลดเครื่องดื่มซอฟดิ้งท์ ลดการทานเนื้อแดงเพิ่มปริมาณทานผักใบเขียว ผักผลไม้ ผักจำพวกฝักถั่ว โยเกิตไขมันต่ำออกกำลังกายสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 4 ครั้งๆละ 30 นาที

ทานอาหารเสริมหรือวิตามิน เช่น แคลเซี่ยม แมกนีเซี่ยม วิตามินรวมโดยเฉพาะ วิตามิน E, B, C, A น้ำมันพริมโรส น้ำมันปลา น้ำมันแฟลกซีด เป็นต้น

ยาฮอร์โมนที่ผลิตจากธรรมชาติ เช่น natural estriol มีโครงสร้างทางเคมีเหมือนกับฮอร์โมนที่ผลิตในร่างกายมนุษย์ ผลิตมาจากพืชบางชนิด (แล้วผ่านขบวนการทางการผลิต เช่น microbial fermentation และ DNA  technology) เช่น จำพวกหัวกลอยป่า (wild yam) และถั่วเหลือง

ยาฮอร์โมน progesterone ที่มาจากธรรมชาติผลิตมาจากหัวกลอยป่า (wild yam root)

ส่วนยาฮอร์โมน estrogen ที่มาจากธรรมชาติผลิตมาจากถั่วเหลือง ชเอมเทศและ หัวกลอยป่า (wild yam root)

estriol เป็นส่วนที่อ่อนที่สุดของฮอร์โมนเอสโตเจนที่ร่างกายผลิตออกมา และนิยมใช้กันในประเทศทางยุโรป

natural estriol ผลิตได้จากรากของ yam (yam root) ซึ่งไม่มีลิขสิทธิ์ใดๆ

estriol เป็นเอสโตเจนที่มีฤทธิ์อ่อนและปลอดภัยกว่า estradiol 
จากการศึกษาพบว่า

estriol ช่วยไปทำให้เนื้องอกชนิดที่เติบโตจากเอสโตรเจนหดตัวลง และยังช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งด้วยจึงเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับสตรีที่มีปัญหาเป็นมะเร็งและต้องการหลีกเลี่ยงเอสโตรเจน แต่มีอาการขาดเอสโตรเจนอย่างชัดเจน

estriol ยังช่วยคุมระดับของแคลเซี่ยมในกระดูกและช่วยคุ้มครองหัวใจ

 

สมุนไพรจีนกับการรักษาอาการหมดประจำเดือน

สมุนไพรจีนได้ถูกนำมาใช้รักษาอาการหมดประจำเดือนรวมถึงอาการกระดูกบาง (Osteoporosis) มาเป็นเวลานานแล้ว หลักการรักษาคือใช้วิธีบำรุงไตให้สร้างสารจำเป็นรวมถึงไตหยินและหยาง (kidney jing, yin & yang) ตำรับยาจีนโบราณให้ผลการรักษาที่ดีต่อระบบต่อมไร้ท่อ ถึงแม้ในปัจจุบันจะได้มีการศึกษาและเข้าใจการทำงานของฮอร์โมนดีแล้ว มีการสังเคระห์ยาใหม่ๆตลอดเวลา แต่ความเข้าใจถึงการทำงานต่างๆภายในร่างกายยังเป็นปริศนาอยู่ ยังต้องใช้เวลาอีก เพื่อศึกษาทำความเข้าใจ ถึงกลไกทำงานการปรับระดับฮอร์โมนของสมุนไพรจีน ว่ามีกลไกอย่างไร

สมุนไพรจีนไม่ได้เป็นฮอร์โมน แต่ทำหน้าที่เสมือนหนึ่งไปกระตุ้นการสร้างฮอร์โมน หรืออาจไปเปลี่ยนแปลงจุดกระทำ (receptor) บางอย่างของฮอร์โมนหรืออาจไปเปลี่ยนแปลงขบวนการทำลายของฮอร์โมนลง มากกว่าที่สมุนไพรจีนจะไปทำหน้าที่เป็นฮอร์โมนเสียเองสมุนไพรจีนแต่ละตัวในตำรับยาไม่ได้มีฤทธ์ทางด้านฮอร์โมนแต่อย่างใดแต่เมื่อรวมกันเป็นตำรับยาแล้วกลับมีฤทธิ์ไปเพิ่มระดับฮอร์โมนในร่างกายให้สูงขึ้นได้

เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ว่าตำรับยาสมุนไพรจีนออกฤทธิ์กับผู้ป่วยแต่ละคนต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับสภาพของผู้ป่วยในขณะนั้นว่าสภาพร่างกายเป็นอย่างไร เช่น

ตำรับยา Gui Zhi Fu Ling Wan (Cinnamon and Hoelen Formula) ซึ่งเป็นตำรับยาที่นิยมนำมาใช้ในการสลายเลือดที่ติดขัดในสตรี

เมื่อถูกนำมาใช้ในสตรีที่มีอาการเป็นเนื้องอกในมดลูกชนิด uterine fibroids เมื่อตรวจเลือดกลับไม่พบการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในร่างกาย

แต่เมื่อนำตำรับยาเดียวกันไปใช้ในสตรีที่มีลูกยาก (ตกไข่ยาก ที่เรียกว่า anovulatory women) กลับพบว่ามีการเพิ่มขึ้นของระดับฮอร์โมน FSH และ estradiol สูงขึ้น และพบการตกไข่ร่วมด้วย จากสิ่งที่พบทำให้เข้าใจได้ว่าสมุนไพรจีนมีประสิทธิภาพนำมาใช้รักษาได้

มีรายงานใน The Chinese Journal of Traditional and Western Medicine, 1991 ว่าผลของการใช้ตำรับยา Liu Wei Di Huang Wan มารักษาผู้ป่วยที่มีอาการขาดประจำเดือน (menopause) อยู่นาน 2 เดือน พบว่ามีการเพิ่มของฮอร์โมน estrogen ถึง 20% มีการลดลงของฮอร์โมน FSH ครึ่งหนึ่ง และพบว่าฮอร์โมน LH ที่ลดลงกลับมาในระดับปกติและพบจำนวน receptor บนเม็ดเลือดขาวมากขึ้นกว่าเดิมเป็น 2 เท่า

มีรายงานใน The Chinese Journal of China Materia Medica, 1993 ทดลองในหนูโดยใช้ตำรับยา Jin Gui Shen Qi Wan พบว่ามีการเพิ่มขึ้นของระดับฮอร์โมน estradiol ในหนูเพศเมีย และเพิ่มขึ้นของระดับฮอร์โมน testosterone ในหนูเพศผู้

และมีรายงานใน The Journal of Traditional Chinese Medicine, 1992 รายงายการรักษาในผู้ป่วย 58 คนที่มีอาการกระดูกบางกระดูกผุ (osteoporosis) รักษาด้วยสมุนไพรจีนตำรับดังกล่าว นาน 10-12 สัปดาห์ พบว่าให้ผลดีเช่นเดียวกัน

 

การวินิจฉัยและตำรับยาที่ใช้รักษา
การรักษาอาการหมดประจำเดือนการจะเลือกใช้ตำรับยาใดขึ้นอยู่กับประวัติอาการป่วยและการตรวจร่างกาย (ร่วมกับการดูลิ้น การแมะหรือการจับชีพจร) ลักษณะของความผิดปกติที่ตรวจพบในสตรีที่หมดประจำเดือน เช่น

  1. ชนิดชี่ของตับติดขัดอาจมีความร้อนร่วมด้วย
    อาการ: มีอาการประจำเดือนมาผิดปกติไม่แน่นอน ปริมาณลดน้อยลง อาจเป็นลิ่มเลือดอ่อนเพลียง่าย โกรธง่าย หงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน แขนขาเย็น คัดหน้าอกอาจคลำได้เป็นก้อน
    การรักษา: ใช้วิธีแก้การติดขัดของชี่ก่อนแล้วตามด้วยการบำรุงการทำงานของไต
    สูตรตำรับยาที่ใช้ เช่น xiao Yao Wan หรือ Jia Wei Xiao Yao Wan ขึ้นอยู่กับอาการที่เป็นและสิ่งตรวจพบ
  2. หยินของตับและไตพร่อง
    อาการ: อาการมีลักษณะร้อนวูบที่ใบหน้า เหงื่อออกกลางคืน ใจสั่น หิวน้ำบ่อย ปวดเมื่อยเอวเข่าไม่มีแรง มีอาการช่องคลอดและกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
    สูตรตำรับยาที่ใช้ เช่น Liu Wei Di Huang Wan (เพิ่ม Huang Bai และ Zhi MU ในผู้ที่มีความร้อนร่วมด้วย) หรือตำรับยา Zuo Gui Wan ขึ้นอยู่กับอาการที่เป็นและสิ่งตรวจพบ
  3. หยางของไตพร่อง
    อาการ: มีอาการหยางลอยขึ้นที่เกิดจากสภาพพร่องของตนเอง เกิดอาการร้อน แห้งร้อนวูบที่ใบหน้ามาก นอนไม่หลับ อ่อนเพลียรุนแรง มีปัญหาด้านกระดูกและฟันผู้ป่วยเหล่านี้มักจะได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมน (HRT) อยู่แล้ว
    สูตรตำรับยาที่ใช้ เช่น Er Xian Tang
  4. ชี่และเลือดพร่อง
    อาการ: มีอาการผิวแห้งช่องคลอดแห้ง เวียนหัว นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย มีปํญหาระบบทางเดินอาหารกล้ามเนื้อไม่มีแรง ตาแห้ง ตาพร่ามัว ประจำเดือนเล็กน้อย หรือบางรายมามากสีใสเบาจาง
    สูตรตำรับยาที่ใช้ คือ  Dang Gui Xiao Yao San หรือ Gui Pi Tang ขึ้นอยู่กับอาการที่เป็นและสิ่งตรวจพบ
  5. ไฟจากหัวใจ
    อาการ: มีอาการขี้หลงขี้ลืม กังวลฝันร้าย ใบหน้าวูบร้อน ใจสั่น ประจำเดือนมาไม่เป็นเวลา
    สูตรตำรับยาที่ใช้ เช่น Suan Zao Ren Tang หรือ Zhi Bai Di Huang Wan หรือ Tian Wang Bu Xin Wan ขึ้นอยู่กับอาการที่เป็นและสิ่งตรวจพบ

 

สมุนไพรจีนเดี่ยวที่ออกฤทธิ์ฮอร์โมน
นอกจากตำรับยาดังกล่าวสมุนไพรเดี่ยวแต่ละตัวที่มีฤทธิ์ในด้านฮอร์โมนได้แก่ รกตากแห้ง โสม เขากวางอ่อน  Zi Cao Gen, Yin Yang Huo, Bu Gu Zhi, Huang Qi, Suo Yang, Wu Wei Zi, Guo Qi Zi, Shu Di Huang, GanCao, Xiang Fu

การรักษามักจะใช้เป็นตำรับสูตรยามากกว่าที่จะใช้เป็นสมุนไพรตัวเดี่ยวๆการจะเลือกใช้ตำรับยาตัวใดขึ้นอยู่กับลักษณะความผิดปกติหรือพยาธิสภาพของผู้ป่วยแต่ละคนว่าเป็นแบบใด ลักษณะต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นเป็นความผิดปกติที่ชัดเจน ที่สามารถแยกแยะได้จากการตรวจร่างกายทั้งการซักประวัติ การดูลิ้น การแมะ

สรุป

ผลการใช้ตำรับยาดังกล่าวให้ผลดีมากกับผู้ป่วยที่มีอาการหมดประจำเดือนผู้ป่วยสามารถทานสมุนไพรตำรับดังกล่าวข้างต้นได้เสมือนหนึ่งแทนการรักษาแบบการใช้ฮอร์โมน (HRT) ถึงแม้แต่ในรายที่ทานฮอร์โมนอยู่ก็ตามตำรับยาสมุนไพรจีนยังเป็นประโยชน์ช่วยให้อาการที่ไม่ตอบสนองกับฮอร์โมนได้อีกด้วยหรือช่วยให้ปริมาณการใช้ฮอร์โมนลดน้อยลง หรือหยุดใช้ไปเลยได้เพราะการใช้ฮอร์โมนทำให้เกิดโทษ ให้ผลข้างเคียงมาก (ทานฮอร์โมนทำให้ร่างกายเกิดอาการชี่ของตับติดขัด และเกิดสภาพการติดขัดของเลือดร่วมด้วย)

การรักษาอาการหมดประจำเดือน แพทย์มักจะให้การรักษาใช้วิธีการฝังเข็ม (สัปดาห์ละ 1 ครั้ง) ร่วมกับการใช้ตำรับสมุนไพรจีนร่วมกัน  แพทย์ยังต้องแนะนำผู้ป่วยให้ความร่วมมือ ดูแลตนเองด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์เช่นเน้นการทานอาหารที่มีผักใบเขียวให้มากขึ้น การออกกำลังกายสม่ำเสมอปล่อยวางลดความเครียดลงไปบ้าง

Die glaubwrdigkeit der plattform auswirken kann besonders im journalistischen https://best-ghostwriter.com bereich

Comments

comments