โรคถุงลมปอดโป่งพอง (Emphysema)

ผู้ป่วยรายนี้เป็นมารดาของผู้เขียนเอง ขออนุญาตใช้อาการป่วยของท่านมาเป็นกรณีศึกษาครับ ท่านอายุ 76 ปี แม่ขยันมากจะทำงานบ้านตลอด มีอาการไอเรื้อรังมานานหลายเดือน ระยะหลังๆมีไอเป็นเลือดทั้งในแบบเลือดปนเสมหะและเลือดสดๆ ไม่มีไข้ มีน้ำมูกบ้างไม่มาก มีอาการเจ็บคอบางครั้ง 

ผู้ป่วยผ่านการรักษาจากรพ.หลายแห่งทั้งรัฐและเอกชน แพทย์ได้วินิจฉัยว่าเป็นโรคถุงลมปอดโป่งพอง [Emphysema] ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของกลุ่มโรคปอดอุดกั้นแบบเรื้อรังที่เรียกกันว่า COPD หรือ Chronic Obstructive Pulmonary Disease จากสาเหตุน่าจะมาจากควันบุหรี่จากคนใกล้ชิด [Secondhand smoker]

ผลการรักษาอาการดูเหมือนจะดีขึ้น แต่ก็ไม่หายโดยเฉพาะอาการไอที่ไอถี่ๆติดๆกันนานๆ และมีเลือดออกมาตลอดเวลาทานยาโดยเฉพาะยาปฏิชีวนะ ยาขับเสมหะและยาขยายหลอดลม อาการก็จะเบาลงทุกเดือน ผู้ป่วยจะต้องไปพบแพทย์เพื่อรับยาจนแพทย์ที่รักษาบอกว่าไม่รู้จะให้ยาอะไรแล้ว จนครั้งล่าสุดก่อนที่จะมารักษาแผนจีน ผู้ป่วยมีอาการไอเป็นเลือดสดๆจนต้องเข้ารักษาเป็นผู้ป่วยในของรพ.เอกชนย่านรามคำแหง จนแพทย์ต้องให้เข้าห้อง ICU เพื่อ monitor และวางยาสลบในห้องผ่าตัด เพื่อฉีดสารอุดเส้นเลือดในปอด เพื่อหยุดการไหลของเลือดผู้ป่วยอาการดีขึ้นกลับบ้านได้ โดยที่แพทย์ได้อธิบายว่า อาการเลือดออกจะดีขึ้น แต่ก็ไม่รับรองว่าจะนานแค่ไหน ถ้าเลือดออกมากก็ต้องกลับมาอุดเส้นเลือดใหม่แบบนี้อีก หลังจากออกจากรพ.กลับบ้านได้ไม่นาน ผู้ป่วยก็เริ่มไอเป็นเลือดอีก ต้องกลับไปหาแพทย์และก็ได้รับยารักษาตามอาการเป็นคราวๆไป ทำให้ผู้ป่วยมีอาการทางด้านจิตใจ เพราะต้องทรมานอยู่กับการไอทั้งวัน การรักษาแผนปัจจุบันจึงยุติลง

การตรวจร่างกาย

จากการตรวจร่างกายพบว่าผู้ป่วยเป็นคนรูปร่างเล็ก ผอมบาง พูดเก่งคล่องแคล่ว เป็นคนชอบทำงานบ้าน ดูลักษณะลิ้นจะเห็นว่ามีสีแดง ฝ้าน้อยมีรอยแตกเล็กๆบริเวณปอดและข้างๆลิ้น จากการตรวจทั้งหมดจึงสามารถสรุปได้ว่า ผู้ป่วยมีอาการป่วยจากการมีความร้อนภายในร่างกาย ซึ่งเป็นสภาพพร่องที่มีการสะสมความร้อนเกิดขึ้นภายใน ทำให้เกิดความแห้ง เกิดการระคายเคืองของหลอดลม ทำให้เกิดอาการไอมีเสมหะเกิดขึ้น ความร้อนภายในดังกล่าวเกิดจาก สภาพของหยิน [Ying] ของปอดที่พร่องลง ซึ่งในขณะเดียวกันกลับทำให้สภาพหยาง [Yang] ของปอดเกิดแกร่ง ทำให้เกิดความร้อนดังกล่าว ทำให้ผู้ป่วยมีอาการไอมาก มีเสมหะมากมีเลือดออกกับเสมหะมาก

นอกจากจากสาเหตุนี้แล้วในทางทฤษฏีแพทย์แผนจีน ลักษณะอาการป่วยแบบนี้ยังอาจมีสาเหตุจากอวัยวะอื่นๆ ได้อีก เช่น ไต ม้าม/กระเพาะอาหาร แล้วจะได้นำเสนอในผู้ป่วยรายต่อๆไป ในการรักษาเนื่องจากผู้ป่วยผอมมากทำให้มีปัญหากับการฝังเข็มจะรู้สึกเจ็บมากกว่าคนทั่วๆไป จึงเป็นการไม่เหมาะที่จะใช้วิธีนี้ แพทย์จึงจำเป็นต้องใช้วิธีอื่นรักษาแทนการฝังเข็ม เช่น การใช้สมุนไพรจีน

การรักษา

เริ่มต้นการรักษาแนวแพทย์แผนจีน ความจริงก็ได้รักษาแบบฝังเข็มให้มาตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา เพราะผู้ป่วยมีปัญหาเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากเรื่องไอเป็นเลือด คือมีอาการปวดเอวปวดขา ปวดไหล่ ปวดท้อง แน่นท้อง (เกือบทั้งตัว) [ผู้ป่วยกินยาแก้ปวดไม่ได้ เพราะยาจะไประคายเคืองกระเพาะ จะทำให้อาการปวดท้องแน่นท้องเป็นมากขึ้น] จึงได้ฝังเข็มรักษาเรื่องอาการปวดดังกล่าว การรักษาได้ให้ไปหลายครั้ง แต่ผลดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ผลนัก ก็เลยหยุดการฝังเข็ม (เหตุผลหนึ่งที่การฝังเข็มไม่ค่อยจะได้ผลกับรายนี้ก็เพราะว่าผู้ป่วยมีรูปร่างผอมบางมาก กล้ามเนื้อไม่ค่อยจะมีการลงเข็มจึงทำให้เจ็บ) ทำให้ไม่ค่อยได้รับความร่วมมือ ในที่สุดก็เลยต้องระงับไว้ก่อน จึงไม่สามารถใช้วิธีฝังเข็มรักษาอาการป่วยต่อไปได้ ทั้งๆที่ผู้เขียนคิดว่าอาการไอเรื้อรังและไอเป็นเลือด การฝังเข็มที่จุดหลักๆและจุดรองหลายจุด สามารถช่วยทำให้อาการทุเลาลงไปได้ ผมหมดทางเลือกไปอีก 2 ทางแล้ว

ผมจึงหันมาใช้สมุนไพรจีนมารักษาแทน โดยได้ใช้ทั้งยาสำเร็จรูป ทั้งยาเม็ดและยา capsule ที่ มีขายในร้านยาจีนร่วมกับการปรุงสูตรยาขึ้นเอง โดยนำไปต้มก่อนที่จะสั่งยาให้ผู้ป่วยได้ แพทย์จำเป็นต้องวินิจฉัยอาการป่วยให้ได้เสียก่อนว่า มีพยาธิสภาพที่อวัยวะส่วนใด มีปัญหาเรื่องความสมดุลของร่างกายผิดปกติที่จุดใด และเมื่อวินิจฉัยได้แล้ว จึงจะวางแผนการรักษาได้

ผลการรักษา

ในเดือนแรกๆ ของการรักษาด้วยยาสมุนไพร ได้ใช้ยาสมุนไพรจีนสำเร็จรูปที่มีขายในร้านยาจีน [แถวๆเยาวราชจะมีร้านยาจีนที่นำเข้ายาจีนสำเร็จรูปอยู่หลายร้าน] จึงได้ใช้ยาในกลุ่มที่ไปลดความร้อน และเพิ่มหยินของปอด [Bai He Gu Jin Tang] ร่วมกับยาในกลุ่มที่ไปช่วยระงับไอและห้ามเลือด [Qing Qi Hua Tan Wan] ร่วมกับยาอมที่ทำมาจากเปลือกแตงโม [Xi Gua Pi]

ผลปรากฏว่า ในระหว่างเดือนแรกของการกินยาชุดนี้ [ผู้ป่วยได้หยุดรักษาด้วยยาแผนปัจจุบันทั้งหมด] ความถี่ของการไอจะลดลงไปอย่างมาก และเลือดที่เคยออกมาเป็นประจำก็แทบจะไม่ออกมาอีกเลย

ได้ใช้ยาสำเร็จรูปอยู่ประมาณ 2-3 เดือน ผู้เขียนได้ลองเปลี่ยนมาเป็นยาต้มแทนโดยได้ปรับสูตรยา Bai He Gu Jin Tang เสียใหม่โดยได้ตัดยาบางตัวออกไปแล้วเพิ่มสมุนไพรตัวใหม่เข้ามาเสริม [โดยปกติแล้วในยาสูตรหนึ่งๆ จะมีสมุนไพรอยู่ประมาณ 5-10 ตัวแล้วแต่สูตรยาแต่ละตัว] โดยทางร้านยาจีนบางร้านแถวๆเยาวราช [ร้านใหญ่ๆบางร้าน] จะให้บริการรับต้มยาให้ด้วย โดยจะต้มสมุนไพรในหม้อต้มไฟฟ้าหรือแก๊สขนาดใหญ่ แล้วจึงรินน้ำยาออกมาบรรจุในถุงพลาสติกชนิดพิเศษ แล้วซีลแบบสูญญากาศเป็นถุงๆ ให้ผู้ป่วยรับกลับไปกินที่บ้านได้สะดวกสบาย

These characteristics underscore the opportunity that educationally-invested fathers have https://essaydragon.com/ pay people to write essay to actively resist the patterns of risk facing specific demographics by simply being the presence their children need

Comments

comments